กรณีศึกษาองค์กรที่ล้มเหลวจากการไม่บริหารความเสี่ยง

บริษัทที่ล้มเหลว

การไม่บริหารความเสี่ยงนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ และ ร้ายแรงมากในทุกเรื่องที่ต้องใช้เงินครับ ไม่ว่าจะเป็น

  • การบริหารเงินในการทำงาน
  • หรือจะบริหารเงินค่ากิน ค่าใช้จ่ายต่างๆ
  • การลงทุน บริหารเงินให้เป็นสัดส่วน
  • การบริหารเงินว่าควรเพิ่ม หรือ ลดตอนไหน

ถ้าไม่สามารถจัดการเงินให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุดได้ก็จะกลายเป็นการใช้เงินเกินตัว และ หมดตัวในที่สุดได้ครับ มีหลายองค์กรมากมายที่ล้มเหลวจากการไม่บริหารความเสี่ยงในเรื่องของเงิน

ใครไม่อยากล้มเหลว ไม่อยากเจอกับความเสี่ยงระดับสูง แนะนำอ่านเป็นข้อไปๆไม่ต้องสุ่มอ่านเหมือนหวยไวครับ แล้วจะเห็นถึงความสำคัญการบริหารความเสี่ยงขึ้นมาทันที

บริหารความเสี่ยง

Eastman Kodak: ความล้มเหลวในการบริหารความเสี่ยงด้านการหยุดชะงักทางเทคโนโลยี

ความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม

Kodak เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการถ่ายภาพด้วยฟิล์มมานานนับศตวรรษ แต่กลับล้มเหลวในการรับมือกับความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด คือ การเปลี่ยนผ่านจากฟิล์มไปสู่ยุคดิจิทัล

จุดบกพร่องในการบริหารความเสี่ยง

  • ความกลัวการกินกันเองของธุรกิจ (Fear of Cannibalization): Kodak เป็นผู้ประดิษฐ์กล้องดิจิทัลเครื่องแรกของโลกในปี 1975 แต่ผู้บริหารระดับสูงกลัวว่าการผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลจะไปทำลายธุรกิจหลักที่ทำกำไรมหาศาลอยู่แล้ว คือ ธุรกิจฟิล์มและการล้างอัดรูป
  • ความเฉื่อยชาทางองค์กร (Corporate Inertia): องค์กรยึดติดกับความสำเร็จในอดีต (Mindset) และไม่กล้าลงทุนทรัพยากรจำนวนมากในเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างจริงจัง ทำให้ขาดวิสัยทัศน์ที่จะสร้าง “ระบบนิเวศดิจิทัล” (เช่น การแชร์ภาพออนไลน์)
  • การประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป: ผู้บริหารคาดการณ์ผิดพลาดว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามาแทนที่ฟิล์มได้ช้ากว่าที่เกิดขึ้นจริงมาก ทำให้คู่แข่งอย่าง Sony และ Canon เข้ามาครองตลาดได้อย่างรวดเร็ว

ผลลัพธ์

Kodak ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 11 ของกฎหมายล้มละลายแห่งสหรัฐอเมริกาในปี 2012 และสูญเสียความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่ตนเองเป็นผู้บุกเบิกไปอย่างสิ้นเชิง

Blockbuster: ความล้มเหลวในการบริหารความเสี่ยงด้านการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ

ความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม

Blockbuster เป็นเชนร้านเช่าวิดีโอที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความเสี่ยงที่พวกเขาพลาดคือ ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและการมาถึงของเทคโนโลยีสตรีมมิ่ง

จุดบกพร่องในการบริหารความเสี่ยง

  • ความหยิ่งผยองและความประมาท (Complacency and Overconfidence): Blockbuster เคยปฏิเสธโอกาสที่จะซื้อกิจการ Netflix ในช่วงแรกเริ่มในราคาเพียง 50 ล้านดอลลาร์ โดยมองว่ารูปแบบธุรกิจแบบสมัครสมาชิกและส่งทางไปรษณีย์ของ Netflix เป็นเพียงแฟชั่นชั่วคราวและไม่น่าจะทำกำไรได้
  • รายได้จากค่าปรับ (Late Fee Addiction): รายได้ส่วนใหญ่ของ Blockbuster มาจากค่าปรับในการคืนเทปช้า ทำให้องค์กรติดกับดักของแหล่งรายได้นี้ และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจไปสู่การสมัครสมาชิกที่ลูกค้าต้องการความสะดวก
  • การตอบสนองที่ล่าช้า: เมื่อเห็น Netflix และ Redbox เติบโตขึ้น Blockbuster ก็พยายามปรับตัวเข้าสู่ตลาดออนไลน์และตู้เช่าหนังอัตโนมัติ แต่ก็สายเกินไปเพราะขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง

ผลลัพธ์

Blockbuster ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ในปี 2010 และร้านค้าทั้งหมดต้องปิดตัวลงในที่สุด

Barings Bank: ความล้มเหลวในการบริหารความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ และการควบคุมภายใน

ความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม

Barings Bank เป็นธนาคารเก่าแก่ของอังกฤษที่มีอายุถึง 233 ปี ความเสี่ยงที่ทำลายธนาคารคือ ความเสี่ยงจากการซื้อขายที่เกินอำนาจและขาดการกำกับดูแล (Rogue Trading)

จุดบกพร่องในการบริหารความเสี่ยง

  • การรวมอำนาจ (Lack of Segregation of Duties): ธนาคารอนุญาตให้ Nick Leeson ซึ่งเป็นพนักงานในสิงคโปร์ มีบทบาททั้งเป็นผู้ทำการซื้อขาย (Trader) และเป็นผู้ทำบัญชีเพื่อทำการชำระราคา (Back Office) ในคนเดียวกัน ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักการควบคุมภายในที่สำคัญที่สุด
  • การเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือน: Leeson เปิด บัญชีลับ (Error Account) เพื่อปกปิดความเสียหายที่เกิดจากการซื้อขายที่ผิดพลาด โดยในช่วงแรกเป็นการขาดทุนเล็กน้อย แต่เขาเลือกที่จะ “เดิมพันเพิ่ม” (Doubling Down) เพื่อพยายามกู้คืน
  • วัฒนธรรมองค์กรที่อ่อนแอ: ผู้บริหารที่ลอนดอนไม่ได้เข้าใจการซื้อขายในตลาดเอเชียอย่างถ่องแท้ และมองข้ามการขาดทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก Leeson เป็นผู้ทำกำไรให้กับธนาคารมหาศาลมาก่อน ทำให้ขาดการตั้งคำถามและการตรวจสอบอย่างเข้มงวด

ผลลัพธ์

การขาดทุนสะสมจากการซื้อขายของ Nick Leeson ถึง 827 ล้านปอนด์ ในปี 1995 ซึ่งเกินกว่าเงินทุนทั้งหมดของธนาคาร ทำให้ Barings Bank ต้องล้มละลายในที่สุด

บทเรียนสำคัญ

กรณีศึกษาเหล่านี้เน้นย้ำว่า การบริหารความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การคำนวณความเสี่ยงทางการเงินเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุม ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ (การเปลี่ยนแปลงตลาด), ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี, และที่สำคัญที่สุดคือ ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการและวัฒนธรรมองค์กร (การควบคุมภายใน, การกำกับดูแล, และการรับฟังเสียงเตือนภัย)